วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2555

แฉขบวนการดิสเครดิต 20 โรงเรียนดัง แอบอ้างเป็นผู้ปกครอง



แฉขบวนการดิสเครดิต 20 โรงเรียนดัง แอบอ้างเป็นผู้ปกครอง

วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม 2555 เวลา 12:29 น.
วันนี้ (25 พ.ค.) ที่หอประชุมกองทัพเรือ ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวในการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2555 ตอนหนึ่งว่า ตนอยากให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ไปดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาการรับนักเรียนเข้าเรียนชั้น ม.1 และ ม.4 ประจำปีการศึกษา 2555 ให้สังคมได้เข้าใจตรงกัน ภายหลังเกิดกรณีนักเรียนโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ออกมาประท้วงให้โรงเรียนรับเข้าเรียนต่อชั้น ม.4 โดยต้องยืนยันว่าสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ยึดตามหลักเกณฑ์ที่วางไว้ แต่อย่างไรก็ตามจากปัญหาที่เกิดขึ้น สพฐ.ได้เตรียมการพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์การรับนักเรียนในปีต่อไปให้สอดรับกับความต้องการของจำนวนนักเรียนให้มากขึ้น ซึ่งในส่วนของนักเรียนกลุ่มดังกล่าวที่ไม่ได้เรียนต่อโรงเรียนเดิม อาจมีสิทธิ์ย้ายกลับมาเรียนได้ในปีต่อไป
ดร.ชินภัทร กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีเครือข่ายผู้ปกครองนักเรียนและนักเรียนโรงเรียนบดินทรเดชาฯ ยื่นหนังสือต่อสำนักงานคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ร้องเรียนกรณีการเรียกรับแป๊ะเจี๊ยะใน 20 โรงเรียนนั้น ในต้นสัปดาห์หน้าตนจะเชิญคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงมาหารือ ก่อนจะเดินทางเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นต่อ ป.ป.ช. ในวันพุธที่ 30 พ.ค.นี้ ส่วนกรณีที่กลุ่มผู้ปกครองฯ ได้ยื่นหนังสือถึงพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ด้วยนั้น ตนได้ส่งเจ้าหน้าที่ชี้แจงกฎระเบียบการรับนักเรียนของ สพฐ.ไปแล้ว ซึ่งทางพล.อ.เปรม ก็เข้าใจและประสานให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี เข้ามาดูแลเรื่องดังกล่าว และตนก็ได้ชี้แจงให้นายยงยุทธ เข้าใจแล้วเช่นกัน ว่าไม่สามารถเพิ่มจำนวนรับนักเรียนในชั้น ม.4 ได้อีก อย่างไรก็ตามตนจะเดินทางเข้าชี้แจงพลเอกเปรม อีกครั้งด้วยตัวเอง
ขณะที่ นายวัชรินทร์ ศรีบุรินทร์ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) และคณะตัวแทนผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา 4 ภาค แถลงข่าวเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมศึกษา 20 โรงเรียนที่ถูกกลุ่มเครือข่ายผู้ปกครองฯ กล่าวหาว่า เรียกเงินแป๊ะเจี๊ยะ ในการรับเด็กเข้าเรียนชั้น ม.1 และ ม.4 ประจำปีการศึกษา 2555 ว่า ทางสมาคมฯ ได้ตรวจสอบการรับนักเรียนของโรงเรียนในกลุ่มดังกล่าวแล้ว ในเบื้องต้นไม่พบการกระทำผิดหลักเกณฑ์การรับนักเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งกำหนดให้รับนักเรียนร้อยละ 80 ของนักเรียนชั้นม.4 ไม่ใช่รับนักเรียนร้อยละ 80 ของนักเรียนที่จบการศึกษาในชั้นม.3 ทั้งหมด ขณะเดียวกัน ส.บ.ม.ท.ได้ตรวจสอบกลุ่มผู้ปกครองที่ออกมาร้องเรียน พบบางส่วนไม่ใช่ผู้ปกครองตัวจริงแต่แอบอ้างมาด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์ในการลดความน่าเชื่อถือของโรงเรียน เนื่องจากกลุ่มบุคคลที่อ้างตัวเป็นผู้ปกครองเป็นกลุ่มธุรกิจที่ถูกปฏิเสธจากทางโรงเรียนทำให้เกิดความไม่พอใจจึงพยายามกดดันและโจมตีโรงเรียน ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่สมาคมฯ ยอมไม่ได้ ดังนั้นในเร็วๆ นี้ จะมอบให้ฝ่ายกฎหมาย ส.บ.ม.ท.ไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้กล่าวหาที่นำข้อมูลเท็จมาเผยแพร่ต่อสาธารณชนที่สถานีตำรวจท้องที่ของโรงเรียนทั้ง 20 แห่ง
"ผมยืนยันว่าการออกมาแถลงข่าวครั้งนี้ไม่ใช่ต้องการปกป้องหรือปฏิเสธแทนผู้อำนวยการโรงเรียนที่ถูกกล่าวหา ขณะเดียวกันสมาคมฯ ยินดีเข้าไปตรวจสอบหากมีการแจ้งเบาะแสว่าผู้อำนวยการโรงเรียนใดเรียกรับแป๊ะเจี๊ยะ แต่ในกรณีที่เกิดขึ้นนี้สมาคมฯ ได้ตรวจสอบในเบื้องต้นแล้ว ดังนั้นฐานะที่เป็นองค์กรวิชาชีพอยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายให้ความเป็นธรรมกับผู้เกี่ยวข้อง และอยากขอให้หน่วยงานต่างๆ รวมถึงสื่อมวลชนได้ร่วมกันตรวจสอบกลุ่มผู้เรียกร้องว่ามีผลประโยชน์ใดทับซ้อนหรือไม่" นายก ส.บ.ม.ท. กล่าว
ส่วน นายรัตน์ชัย ศรสุวรรณ ที่ปรึกษากฎหมาย ส.บ.ม.ท. กล่าวว่า ตนมีหลักฐานเป็นเอกสารที่ยืนยันได้ว่ามีกลุ่มบุคคลซึ่งแอบอ้างตัวเป็นผู้ปกครอง มีส่วนเกี่ยวข้องในการเรียกรับผลประโยชน์จากทางโรงเรียน ให้ตอบรับการบริการ ในการจ้างเหมาครูต่างประเทศเพื่อสอนภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียน แต่ที่ผ่านมาไม่ได้รับความยินยอมจากผู้อำนวยการโรงเรียน จึงมีการกระทำต่างๆ ในลักษณะการข่มขู่และกดดัน อาทิ การส่งเอกสารโดยกล่าวอ้างถึงหน่วยงานระดับชาติหลายหน่วยงาน อาทิ ภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น (ภตค.) ร่วมกับสภาหอการค้าไทย สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ฯลฯ ทั้งนี้เบื้องต้นตนจะทำหนังสือสอบถามไปยังหน่วยงานที่ถูกกล่าวอ้างทั้งหมดว่ากลุ่มบุคคลที่แอบอ้างมีส่วนเกี่ยวข้องในหน่วยงานนั้นๆ จริงหรือไม่ พร้อมกันนั้นก็จะพิจารณาฟ้องร้องหมิ่นประมาท ฐานที่กล่าวหาผู้อำนวยการโรงเรียนเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ และอาจพิจารณาแจ้งความในประเด็นกรรโชกทรัพย์ด้วย
นายวิสิทธิ์ ใจเถิง ผู้อำนวยการโรงเรียนพรตพิทยพยัต เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ 1 ใน 20 โรงเรียนที่ถูกกล่าวหาเรียกรับเงิน กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ถูกกลุ่มบุคคลเข้ามาแอบอ้างหน่วยงานองค์กรระดับชาติเพื่อให้โรงเรียนยอมรับข้อตกลงในการว่าจ้างครูต่างชาติเพื่อสอนภาษาอังกฤษ แต่ทางโรงเรียนปฏิเสธ เนื่องจากได้รับข้อมูลว่าบริการที่จัดหามานั้นไม่ได้คุณภาพ ทั้งนี้การปฏิเสธดังกล่าวส่งผลให้กลุ่มบุคคลกดดันโรงเรียนในหลายรูปแบบ กระทั่งนำมาถึงการฟ้องร้องโรงเรียน ทั้ง 20 แห่งนี้ด้วย ดังนั้นตนอยากเรียกร้องสังคมร่วมตรวจสอบกลุ่มบุคคลที่มีเป้าหมายโจมตีโรงเรียน และกระทำการโดยเอานักเรียนเป็นตัวประกันซึ่งเป็นสิ่งไม่เหมาะสม
ด้าน นายปรีชา จิตรสิงห์ ประธานคณะกรรมการรับนักเรียนโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กล่าวว่า ขณะนี้ทางโรงเรียนได้เรียกนักเรียนมารายงานตัวเพิ่มอีก 3 คน เนื่องจากไม่มารายงานตัว 1 คนและลาออกไปเรียนต่อที่อื่นอีก 2 คน ซึ่งขณะนี้นักเรียนที่เข้าร่วมประท้วงที่ลำดับคะแนนถึงสามารถเรียกเข้าเรียนได้แล้ว 3 คน ส่วนอีก 13 คนได้มายื่นความประสงค์ให้คณะกรรมการเยียวยาจัดที่เรียนให้และยอมที่จะไปเรียนในโรงเรียนที่จัดให้แล้ว อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวของแกนนำที่นำเด็กประท้วงนั้น เพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อนและมีการอ้างหน่วยราชการจริง ซึ่งสมัยที่ตนเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาก็พบว่ามีพฤติกรรมดังกล่าว..

โรงเรียนเอกชนโวย หนังสือเรียนห่วยหลุดรุ่งริ่ง


โรงเรียนภาคเอกชนโวย หนังสือเรียนของกระทรวงศึกษาฯไม่มาตรฐาน เปิดออกมาหลุดออกจากเล่มเป็นชิ้นๆ
เมื่อวันที่ 25 พ.ค. ที่โรงเรียนพงศ์สิริวิทยา หมู่ 2 ต.หนองไม้แดง อ.เมืองชลบุรี  ผู้สื่อข่าวเดินทางไปตรวจสอบหนังสือเรียนที่ผลิตออกมาจำหน่ายให้กับนักเรียนทั้งที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้เด็กๆไม่สามารถที่จะเรียนได้อย่างสะดวก  เนื่องจากเวลาเปิดหนังสือ หน้ากระดาษจะหลุดจากเล่มออกมาเป็นแผ่นๆ  ทำให้ต้องเสียเวลามานั่งเรียงหน้ากันใหม่

จากการสอบถามนายณรงค์เดช  บุญสาง อายุ 23 ปี เจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการดูแลด้านหนังสือเรียน กล่าวว่า ทางโรงเรียนเปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนต้น และเพิ่งเปิดภาคเรียนใหม่ พบว่าหนังสือที่สั่งมาจากทางกระทรวงศึกษาธิการ และศูนย์ส่งเสริมวิชาในปีนี้มีปัญหา โดยหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์  สุขศึกษา และแบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ เวลาเปิดหน้ากระดาษออกมาจะหลุดออกจากเล่มเป็นจำนวนมาก  ส่วนสาเหตุคาดว่าน่าจะเกิดจากการเร่งตีพิมพ์   จึงฝากวอนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการรับผิดชอบ เพื่อจะให้การเรียนการสอนของเด็กนักเรียนและครูเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

น.ศ.เครียดสอบตกผูกคอตายอนาถ


น.ศ.เครียดสอบตกผูกคอตายอนาถ

วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม 2555 เวลา 19:27 น.
เมื่อวันที่ 28 พ.ค.ผู้สื่อข่าวประจำ จ.อุบลราชธานี รับแจ้งว่ามีคณะอาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี นำโดย ศ.ดร.นงนิตย์ ธีระวัฒนสุข อธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เดินทางไปเคารพศพนายศิวะดล มั่นคง อายุ 24 ปี นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ชั้นปี 4 มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เนื่องจากใช้เชือกไนล่อนผูกคอตัวเองจนเสียชีวิต เมื่อช่วงเย็นวันที่ 25 พ.ค. ที่บ้านเลขที่ 421 หมู่ 15 ต.ขามใหญ่ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี และเพื่อทำความเข้าใจกับผู้ปกครองและญาติ ขณะนำศพไปตั้งบำเพ็ญกุศล ที่ศาลานาบุญ วัดป่าแสนอุดม ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ท่ามกลางความไม่พอใจของผู้ปกครองและญาติพี่น้อง พร้อมนำพวงพรีดวางหน้าศพร่วมไว้อาลัย
ขณะที่ผู้ปกครองและญาติต่าง เชื่อว่ามีอาจารย์ในมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง น่าจะเป็นสาเหตุทำให้นายศิวะดล ตัดสินใจผูกคอตาย เนื่องจากผู้ตายได้เขียนชื่ออาจารย์คนดังกล่าวไว้ที่ฝ่าเท้าทั้งสองข้างก่อนจะตัดสินใจจบชีวิตด้วยการผูกคอตายที่บ้านพัก ท่ามกลางความโศกเศร้าของเพื่อนนักศึกษาและคนใกล้ชิด โดยเฉพาะนางสงบ กากแก้ว มารดานายศิวะดล ร้องไห้เสียใจตลอดเวลา เนื่องจากผู้ตายเป็นลูกชายเพียงคนเดียว
จากนั้น ศ.ดร.นงนิตย์ ได้เข้าไปพูดคุยและทำความเข้าใจถึงระบบการเรียนของมหาวิทยาลัย จนนางสงบ กากแก้ว ใจเย็นลงและพร้อมรับฟังความรายละเอียดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ศ.ดร.นงนิตย์ มอบหมายให้อาจารย์ที่ถูกอ้างชื่อเข้าไปพูดคุยกับนางสงบ นานกว่า 1 ชั่วโมงจนกระทั่ง นางสงบรับฟังและยอมรับว่านายศิวะดล ด่วนตัดสินใจ
ทั้งนี้ อาจารย์คนดังกล่าวกล่าวด้วยว่า นายศิวะดล เป็นคนมีนิสัยเรียบร้อยตั้งใจเรียน แต่ในช่วงเรียนซัมเมอร์ที่ผ่านมานายศิวะดล ลงเรียน 2 วิชา โดยวิชาเอกเทศสัญญา กฎหมายลักษณะตัวแทนนายหน้า และหุ้นส่วนบริษัท เป็นวิชาบังคับ มีตนเป็นอาจารย์ประจำวิชา และ จะต้องสอบได้คะแนน 60 เปอร์เซ็นต์ จึงจะผ่านตามเกณฑ์มาตรฐาน แต่นายศิวะดล สอบไม่ผ่าน เพราะทำข้อสอบได้เพียง 56 คะแนน และขาดไปเพียง 4 คะแนน จากนั้นนายศิวะดล ทราบว่าสอบไม่ผ่าน จึงโทรศัพท์ติดต่อมาสอบถาม จึงแนะนำไปว่าให้นำเอกสารมาขอรักษาสถานภาพนักศึกษา แต่เนื่องจากนายศิวะดล นำเอกสารไม่ครบ จึงให้กลับเอาเอกสารมาเพิ่มเติมใหม่ แต่หลังจากนั้นนายนายศิวะดล กลับหายไปและไม่ติดต่อกลับมาอีกเลย จนกระทั่งมาทราบว่าผูกคอฆ่าตัวตายแล้ว
“คิดว่าเป็นการด่วนตัดสินใจ และรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งที่สามารถแก้ปัญหาได้ในฐานะที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา และพยายามจะช่วยเหลือ แต่หลังจากนั้นไม่ได้รับการติดต่ออีกเลย จนกระทั่งทราบว่า ทำร้ายตัวเองเสียชีวิตแล้วและหลังจากได้พูดคุยจนเป็นที่เข้าใจแล้ว มารดาผู้ตายได้ให้ทุกคนอโหสิกรรม เพื่อไม่ให้เป็นบาปกรรมแก่กันต่อไป และไม่ขอให้สัมภาษณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น”อาจารย์คนดังกล่าวกล่าวทิ้งท้าย.

รับนักเรียนปัญหาที่แก้ไม่รู้จักจบ


เป็นปัญหามาทุกปีสำหรับการรับนัก เรียนชั้น ม.1 และ ม.4 โดยเฉพาะเรื่องจำนวนรับกับความต้องการที่ยากจะลงตัวซึ่งพุ่งเป้าไปที่โรงเรียนที่มีชื่อเสียง เรียกว่าดีมานด์-ซัพพลายไม่สมดุล ถึงแม้กระทรวงศึกษาธิการจะมีความพยายามแก้ปัญหามาโดยตลอด แต่ก็ไม่อาจขจัดปัญหาให้หมดสิ้นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีนี้ได้เกิด “บดินทร์โมเดล” ที่นักเรียน ม.3 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ซึ่งไม่ได้รับสิทธิให้เรียนต่อชั้น ม.4 ที่โรงเรียนเดิมออกมาเรียกร้องโดยอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ในประเด็นความเสมอภาคทางการศึกษา กระทั่งเกิดการอดข้าวประท้วง
กรณีนี้จึงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักระหว่างการรักษากฎกติกาของการได้รับสิทธิในการเรียนต่อโรงเรียนเดิมซึ่งเป็นกติกาที่ปฏิบัติสืบต่อกันมากับสิทธิอันชอบธรรมของนักเรียนเดิมว่าควรจะยึดอะไรเป็นหลัก เรื่องนี้หากจะให้ถกเถียงคงหาจุดลงเอยได้ยาก จากปัญหาดังกล่าว รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานดำเนินงานสวนดุสิตโพล ในฐานะที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ มีมุมมองที่น่าสนใจว่า ปัญหาในภาพรวมของเด็กนักเรียนที่ไม่มีที่เรียนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกปี และหากถามว่าทำไมปัญหานี้จึงเกิดขึ้นทุกปี คงต้องบอกว่า เพราะปัญหาในแวดวงการศึกษามีเยอะทั้งเด็กฝาก แป๊ะเจี๊ยะ เด็กไม่มีที่เรียน ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะเกิดเพียงช่วงนี้พอเลยไปก็เงียบไม่มีการพูดถึงวิธีการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง


จะว่าไปแล้วการจะแก้ปัญหาเด็กฝาก เด็กไม่มีที่เรียน แป๊ะเจี๊ยะได้จะต้องมองไปให้ถึงสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งมาจากหลายส่วน ประการแรกเพราะทุกคนมองภาพรวมว่ามีที่นั่งเรียนเพียงพอ แต่ในความเป็นจริงมาตรฐานโรงเรียนไม่เท่ากัน และโรงเรียนที่เด็กอยากจะเข้ามีที่นั่งไม่เพียงพอกับจำนวนที่โรงเรียนเปิดรับ จึงจำเป็นต้องใช้วิธีเกลี่ยไปโรงเรียนอื่น ซึ่งลักษณะการเกลี่ยตามตัวเลขมีความเป็นไปได้ แต่การเกลี่ยตามความเป็นจริงของการเรียนเป็นไปไม่ได้ เพราะเมื่อเกลี่ยไปที่หนึ่ง แต่สถานที่ทำงานของผู้ปกครอง และบ้านอยู่ไกลจากโรงเรียนมาก ต้องเสียเวลาในการเดินทาง หรือไม่ก็ต้องขึ้นรถ 2-3 ต่อกว่าจะถึงโรงเรียน ซึ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของความรู้สึก แม้จะยอมรับในกฎเกณฑ์ได้ก็ตาม ดังนั้นไม่ว่าแก้ปัญหาโดยการทำโรงเรียนคู่ขนาน การเปลี่ยนชื่อโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนดัง  หรือการจะพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เท่าเทียม ก็เป็นการให้ความหวังแก่ผู้ปกครองปีต่อ ๆ ไป แต่ถ้าเริ่มทำตามแนวทางที่วางไว้ตั้งแต่ปีนี้ถึงแม้จะสำเร็จในอีก 1-2 ปีข้างหน้า เมื่อถึงเวลานั้นปัญหาเด็กฝาก หรือไม่มีที่เรียนจะลดน้อยลงได้ ซึ่งนั่นคือการแก้ปัญหาของผู้ที่เดือดร้อนได้อย่างแท้จริงประการที่สอง คือ กลุ่มเด็กที่ถูกเบียดบัง เพราะทุกครั้งมักจะได้ยินว่ามีนโยบายไม่มีเด็กฝาก แต่ในความเป็นจริงก็จะมีเด็กฝากในรูปแบบต่าง ๆ หาช่องว่าง เด็กอุปการคุณ มีข้อยกเว้นต่าง ๆเกิดขึ้นมา แม้จะมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดอย่างไรแต่ก็จะมีการแทรกเข้าไปให้ได้ ดังนั้นพอเด็กกลุ่มนี้ได้เข้าไปก็จะไปเบียดบังกับคนที่จะได้เข้าเรียนจริงหากมีการเรียงลำดับคะแนน 
ประการที่สาม คือ การดูจากเกณฑ์ต่าง ๆ ที่โรงเรียนตั้งไว้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกรณีของการรับนักเรียน ม.3 เดิม ขึ้นเรียนชั้น ม.4 โดยโรงเรียนจะประกาศให้เด็ก
รับรู้ล่วงหน้า  แต่เด็กมักจะตื่นตัวเมื่ออยู่ชั้น ม.2 หรือ ม.3 ถึงแม้จะเน้นที่คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นหลัก แต่บางแห่งก็ให้โอกาสเด็กที่ทำกิจกรรมแต่ก็มักมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ เช่น บางปีเน้นตะกร้อหญิงถึงแม้มีเด็กที่เก่งฟุตซอลระดับตัวแทนภาคมาสมัครก็ยังไม่ได้ เพราะไม่ตรงกับนโยบายของโรงเรียน ซึ่งเกณฑ์อย่างนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กไม่สามารถวางแผนให้ตัวเองได้
นอกจากนี้ในส่วนของเกณฑ์การรับ ม.4 ในสัดส่วน  80 : 20 นั้น ก็ต้องมองตั้งแต่การรับเด็ก ม.1 ถ้ารับเข้ามา 300 คน แต่พอขึ้น ม.4 ที่นั่งกลับน้อยลงเหลือ 200 คน ก็ต้องมีนักเรียนหลุดออกไปถึง 100 คน และใน 200 คน นี้ยังต้องมาคิดอีกว่าจะให้เรียนต่อได้ 80% โดยให้เหตุผลว่า คนที่ไม่ได้เรียนต่อชั้น ม.4 อยากให้ไปเรียนอาชีวศึกษา เพราะประเทศขาดกำลังคนด้านอาชีวะอยู่มาก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ตนไม่ชอบเลย เพราะการจะไปกำหนดชีวิตเด็กว่าจะต้องเลือกเรียนอะไร ต้องสามารถบอกได้ว่าเรียนอาชีวะแล้วดีกว่าต่อชั้น ม.4 อย่างไร ต้องมีความชัดเจนในเรื่องนี้ หรือสามารถรับประกันความเสี่ยงด้านต่าง ๆ ได้ ไม่เกิดปัญหาการทะเลาะวิวาท หรือตีกัน ดังนั้นตนเห็นว่าเมื่อมีการรับเด็ก ม.1 เข้ามา 300 คน ก็ควรให้ทั้ง 300 คน ได้เรียนต่อ ม.4 โดยทางโรงเรียนต้องคำนวณตัวเลขตรงนี้ให้ดี ส่วนเด็กจะเรียนต่อหรือไม่ต้องให้เด็กตัดสินใจเอง ไม่ใช่บอกว่าถ้าให้เด็กขึ้น ม.4 โดยอัตโนมัติทุกคนแล้วเด็กจะไม่ตั้งใจเรียน เพราะการที่เด็กจะตั้งใจเรียนหรือไม่มีปัจจัยหลายอย่าง ขึ้นอยู่กับว่าโรงเรียนมีกึ๋นพอหรือไม่ที่จะทำให้เด็กตั้งใจเรียน โดยเฉพาะครูผู้สอน จะโทษแต่เด็กเรียนไม่ดีไม่ได้ เราต้องดูการสอนของครูด้วย
ในทางปฏิบัติถ้าโรงเรียนสามารถรับเด็ก ม.3 เรียนต่อ ม.4 โรงเรียนเดิมได้ทั้งหมดปัญหาที่เกิดขึ้นจะหมดไป แต่ถ้าบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะครูไม่ค่อยมี งบประมาณก็น้อย ห้องเรียนไม่พอ ก็ต้องมาพิจารณากันตั้งแต่ ม.1 หากห้องเรียนไม่พอแล้วไปขยายห้องเพิ่ม เมื่อเด็กจบ ม.3 อย่าคิดว่าเด็กจะลดลงเอง หรือให้ไปเรียนอาชีวะก็ได้ เพราะถ้าคิดอย่างนั้นจะเกิดปัญหาเหมือนกับสถาบันอุดมศึกษาในเวลานี้ที่มีที่นั่งเรียนเหลือเฟือ เพราะไปกระจุกตัวอยู่ในบางสาขาเท่านั้น 
แนวทางแก้ปัญหานี้คงไม่ใช่แค่เกลี่ยนักเรียนไปเรียนโรงเรียนอื่น เพื่อดูแลเด็กให้มีที่เรียนเท่านั้น เพราะปัญหาจะยังไม่จบหากไม่พอใจโรงเรียนที่จัดสรรให้ แต่ถ้าเป็นโรงเรียนที่มีมาตรฐานใกล้เคียงกันก็คงพอรับได้ เช่น ไม่ได้บดินทร์ หอวังได้หรือไม่ ซึ่งความเป็นจริงคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นแนวทางที่จะพัฒนาโรงเรียนคู่ขนานต้องเริ่มได้แล้ว โดยต้องออกมาบอกแผนการพัฒนาให้ชัดเจน เช่น เวลานี้มีหลายโรงเรียนที่มีครูเยอะแต่เด็กไม่ไปเรียน ให้เอาครูเหล่านี้มาช่วยราชการที่โรงเรียนที่เด็กอยากไปได้หรือไม่ โดยอาจให้ช่วยงานธุรการบ้าง เช่น ตรวจการบ้านให้เด็ก ซึ่งน่าจะได้ประสบการณ์และเรียนรู้ว่าการสอนของโรงเรียนที่มีชื่อเสียงทำอย่างไร เพื่อนำกลับไปสอนนักเรียนในโรงเรียนตนเอง
อย่างไรก็ตามหากยังไม่มีการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง แผนการพัฒนาโรงเรียนยังเป็นแค่แผนโดยไม่มีการขับเคลื่อน รศ.ดร.สุขุมบอกว่า ฟันธงได้เลยว่าปัญหาเด็กไม่มีที่เรียน เด็กฝากไม่ลดลง แต่กลับจะหนักขึ้นกว่าเดิม เพราะเมื่อมีการตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมา แต่ละปีก็จะมีคนพยายามเล็ดลอด หาช่องทางต่าง ๆ หากถามว่าวันนี้มีรัฐมนตรี หรือนักการเมืองคนใดจะฝากเด็กบ้าง บอกได้เลยว่าไม่มี แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้ฝาก ทั้งนี้เพราะไม่ได้ทำเองแต่มีมือทำให้ เพราะถ้าจะให้ฝากเองจริง ๆ จะมีรัฐมนตรีคนไหนจะกล้าเซ็นไปฝากบ้าง ไม่มีทาง เพราะไม่เคยฝากเอง.
credit : K.อรนุช วานิชทวีวัฒน์ from http://www.dailynews.co.th/education/117371

เครือข่ายผู้ปกครองชลชาย ONLINE