วันพุธที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ผู้ปกครอง ค้าน ใช้ O-Net จบช่วงชั้น ชี้โยนภาระมาที่เด็ก


ผู้ปกครอง ค้าน! ใช้ O-Net จบช่วงชั้น ชี้โยนภาระมาที่เด็ก
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์8 พฤษภาคม 2555 17:47 น.
       สพฐ.ชงแนวทางใช้คะแนน O-Net ส่วนหนึ่งประเมินจบช่วงชั้น 2 แนวทางถามความเห็นสังคม แนวทางแรก เป็นการตัดเชือก ไม่ได้คะแนนขั้นต่ำตามเกณฑ์ ไม่ให้จบ ส่วนอีกแนวทางนำ O-Net มาถ่วงน้ำหนัก GPA ด้าน ตัวแทนผู้ปกครอง ครู ค้าน เพราะซ้ำเติมปัญหาเด็กแห่ติว ชี้ โยนภาระคุณภาพการศึกษาให้มาตกที่เด็ก
     
       ที่โรงแรมปริ๊นซ์พาเลส สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดเสวนา เรื่อง “การนำใช้ผลการสอบ O-Net เป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของการจบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน” โดย นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า สพฐ.ได้นำเสนอแนวทางการใช้คะแนน O-Net มาเป็นหนึ่งของการประเมินจบช่วงชั้น ป.6 ม.3 และ ม.6 เป็น 2 ตัวอย่าง โดยแนวทางแรก ใช้ในลักษณะของคะแนนขั้นต่ำที่นักเรียนต้องทำให้ได้ มิฉะนั้น จะไม่ได้รับการพิจารณาให้จบช่วงชั้น เพราะฉะนั้น ตามแนวทางนี้ นักเรียนจะต้องผ่านการประเมินรายวิชาของสถานศึกษา ขณะเดียวกัน ก็ต้องได้คะแนนO-Net ตามเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดทั้งคู่ จึงจะได้รับการประเมินให้จบช่วงชั้น ซึ่ง สพฐ.เสนอให้กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำของคะแนน O-Net ขั้นต่ำอยู่ที่ 20.01 คะแนน ส่วนแนวทางที่ 2 จะเป็นการนำคะแนน O-Net มาถ่วงน้ำหนักคะแนนเฉลี่ยสะสม หรือ GPA ซึ่ง สพฐ.เสนอให้ใช้สัดส่วนคะแนน GPA ต่อ O-Net ที่ 80:20 อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 ตัวอย่าง ยังไม่ใช่ข้อสรุป สพฐ.จะรับฟังความเห็นจากฝ่ายต่างๆ ก่อน
        
     
       ศ.ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) กล่าวว่า การนำคะแนน O-Net ซึ่งเป็นการทดสอบระดับชาติมาใช้ประกอบการพิจารณาจบช่วงชั้นนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นและก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีตช่วง พ.ศ.2478-2520 รวม 42 ปี เคยมีข้อกำหนดให้นักเรียนที่กำลังจะจบ ม.8 ต้องมาเข้าสอบการทดสอบระดับชาติและได้คะแนนเกิน 50 ขึ้นไป จึงจะจบ ม.8 ทั้งนี้ เพื่อประกันว่า ผู้เรียนที่จบการศึกษานั้น มีความรู้อย่างแท้จริง แต่ในการปฏิรูปการศึกษา พ.ศ.2517 หันไปยึดแนวทางการจัดการศึกษาตามแบบสหรัฐอเมริกา และได้ยุติการทดสอบดังกล่าวลงเมื่อปี 2521 เพราะเห็นว่า เป็นการซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำของสถานศึกษาชนบท อีกทั้งในยุคนั้น เน้นหลักการกระจายอำนาจทุกด้านไปให้สถานศึกษารวมด้านประเมินและวัดผลด้วย เด็กจะจบไม่จบให้อำนาจพิจารณาอยู่ที่สถานศึกษา ไม่ต้องใช้ข้อสอบกลางไปตัดสิน ทั้งยังมองว่า การทดสอบระดับชาติทำให้เกิดปัญหาเด็กตกซ้ำชั้นกันมาก อย่างรุ่นของตนมีคนสอบผ่านแค่ 18% ที่เหลืออีก 82% ต้องรออีก 1 ปี เพื่อมาสอบใหม่ จึงต้องการเปลี่ยนมาใช้ระบบของอเมริกา ที่เรียนเป็นหน่วยๆ ถ้าเด็กเรียนไม่ผ่านในหน่วยใดก็ให้ครูซ่อมเสริมทันทีไปในระหว่างภาคเรียน ไม่ต้องให้เด็กตกซ้ำชั้น ตรงนี้เป็นจุดกำเนิดของระบบเลื่อนชั้นโดยอัตโนมัติที่ใช้มาถึงปัจจุบัน แต่ที่ต่างจากอเมริกา คือ เราให้เด็กเลื่อนชั้นโดยอัตโนมัติเหมือนเขาจริง แต่ไม่ได้เน้นซ่อมเสริมให้เด็ก
     
       “34 ปีที่เราไม่มีการทดสอบกลางก่อนจบการศึกษานั้น ช่องว่างระหว่างสถานศึกษาในชนบทกลับยิ่งเพิ่มขึ้น จำนวนเด็กออกกลางคันก็ไม่ได้ลดลง เพราะฉะนั้น ควรมีการถ่วงดุลการประเมินผลของโรงเรียน ในส่วนของเด็กเอง เมื่อใช้คะแนนการประเมินระดับชาติมาพิจารณาการจบช่วงชั้น ก็จะทำให้เด็กมุ่งมั่นคิด ไม่ใช่คิดว่า เรียนอย่างไรก็ได้เพราะถึงยังไงก็จบ” ศ.ดร.สมหวัง กล่าวและว่า ทั้งนี้ ที่ สพฐ.เสนอตัวอย่างมา 2 แนวทางนั้น ตนเห็นด้วยกับแนวทางที่ 2 มากกว่า
ด้าน รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผอ.สทศ.กล่าวว่า ในต่างประเทศ อย่าง เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก อิตาลี นั้น นักเรียนจะต้องผ่านการทดสอบระดับชาติก่อนจบ และสำหรับในกรณีของประเทศนั้น การนำ O-Net มาเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินจบช่วงชั้นนั้น จะทำให้เกิดโรงเรียน ครู เกิดความรับผิดรับชอบ และสนใจพัฒนาการเรียนการสอนให้ดีขึ้น ซึ่งในแนวทางที่ สทศ.คิดไว้ อยากให้เริ่มใช้คะแนน O-Net ร่วมกับคะแนนประเมินของ ร.ร.ในปี 55 ในสัดส่วน 80:20 และเพิ่มเป็น 50:50 ในปี 58 อย่างไรก็ตาม สำหรับตัวอย่างที่ สพฐ.เสนอมานั้น อยากให้ใช้แนวทางที่ 2 ก่อนในระยะเริ่มต้น เพราะแนวทางแรกนั้น มาตรฐานสูงมาก กลัวว่า สถานศึกษาจะปรับตัวตั้งรับไม่ทัน
       ขณะที่ ดร.อุดมลักษณ์ กูลศรีโรจน์ ตัวแทนครูผู้สอน จาก ร.ร.สาธิตแห่ง ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ก็คงจำเป็นใช้คะแนน O-Net เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินจบการศึกษา แต่ควรจะใช้แค่ 5 กลุ่มสาระ และโดยส่วนตัวไม่เคยด้วยกับสอบ O-Net ทั้ง 8 กลุ่ม เพราะอีก 3 กลุ่มที่เหลือนั้น ยากจะวัดความสามารถแท้จริงของเด็กด้วยการทำข้อสอบปรนัย ต้องวัดจากการปฏิบัติของนักเรียนที่ ร.ร.เพราะฉะนั้น เมื่อนำมาใช้จริงอาจมีแรงต้านจาก ร.ร. และผู้ปกรอง โดยเฉพาะถ้าใช้สัดส่วนสูงถึง 50:50 โรงเรียนจำนวนหนึ่งอาจไม่เห็นด้วย เพราะO-Net วัดความรู้อย่างเดียว แต่ระบบประเมินผลของ ร.ร.ในปัจจุบัน ไม่ได้ประเมินผลจากข้อสอบปลายภาคและกลางภาคอย่างเดียว แต่มีการประเมินผลจากผลงาน และกิจกรรมต่างๆ ด้วย 
     
       ขณะที่ ตัวแทนครูจาก ร.ร.ดังแห่งหนึ่ง กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เพราะจริงๆ แล้ว ข้อสอบ O-Net เอง ยังเป็นที่ถกเถียงถึงมาตรฐานข้อสอบ มีการออกข้อสอบเกินหลักสูตร หรือตรงตามตำราเรียนหรือไม่ จึงยังไม่ควรเอาข้อสอบดังกล่าวมาตัดสินเด็ก ขณะที่ตัวเด็กเองไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการสอบ O-Net เพราะส่วนใหญ่จะสอบตรงเข้ามหาวิทยาลัยแทน การเข้าสอบ O-Net ก็เพื่อรักษาหน้าให้โรงเรียนเท่านั้น นอกจากนี้ ระบบประเมินผลของที่ ร.ร.พัฒนาไปไกลแล้ว ใช้คะแนนจากการสอบแค่ร้อยละ 40 ที่เหลือเป็นการประเมินจากอื่นๆ เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ แต่กลับมาให้ใช้คะแนน O-Net ซึ่งเป็นข้อสอบวิชาการเป็นตัวตัดสินใจเด็กอีก อย่างนี้ไม่สอดคล้องกับที่เราตั้งเป้าพัฒนาให้เด็กเก่งและดี มีคุณธรรม จริยธรรม น่าจะใช้วิธีอื่นมากกว่าซึ่งการกระทำอย่างนี้ เหมือนกับการบีบเด็ก บีบครู และบีบ ร.ร.มากกว่าจะก่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนอย่างแม้จริง
     
       นายสุรพล ธรรมร่มดี ตัวแทนผู้ปกครอง ร.ร.รุ่งอรุณ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ถ้าต้องการให้ใช้ O-Net มาพัฒนาคุณภาพการศึกษานั้น ทำไมไม่เอาไปใช้ย้อนไปพัฒนาหลักสูตร การจัดการการสอน ทำไมกลับมาลงที่เด็กอีก แทนที่จะมาจับเด็กสอบ น่าจะไปติดตามการสอนจริงของครูในชั้นเรียนเพื่อหาทางปรับปรุงคุณภาพครูมากกว่า ไม่ใช่มาแก้ปัญหาปลายทางโดยลงกับเด็ก มัน ไม่เป็นตรรกะ อยากเห็น นักเรียนจบมีคุณภาพ ทำไมไม่แก้ที่ครู
     
       “ ถ้าเอา O-Net มาใช้ประเมินจบการศึกษาจริง เด็กจะต้องไปติวกันอีก และจะทำให้มีปัญหาเด็กออกกลางคันมากขึ้น พวกผมต้องเดือดร้อน ควักกระเป๋าจ่ายเงินค่าติวให้ลูก บริหารการศึกษาอย่างนี้ ผู้ปกครองไม่เห็นด้วย เพ่งเล็งเด็กอย่างเดียว ไม่ได้หาทางแก้ครูเลย” ผู้ปกครอง กล่าว
     
       ด้าน นายสิระ สิมมี ประธานคณะกรรมการนักเรียน ร.ร.สวนกุหลาบ กล่าวว่า การใช้คะแนน O-Net ร่วมประเมินจบการศึกษานั้น จะเกิดผลดีแก้ปัญหาเกรดเฟ้อ เพราะปัจจุบันการให้เกรดของ ร.ร.ค่อนข้างต่างกันในแง่ของมาตรฐาน แต่สำหรับการวัดเรื่องอื่นๆ อย่าง คุณธรรม จริยธรรม นั้น เด็กอาจตอบถูกทุกข้อ แต่ในชีวิตจริงเขาอาจไม่ทำจริง ตรงนี้ข้อสอบวัดไม่ได้ รวมถึงวิชาอย่าง กีฬา ดนตรี สอนไม่เหมือนกัน ก็จะวัดได้ยากเช่นกัน ที่สำคัญ คือ สำหรับนักเรียนบางรายที่คิดว่า สอบไม่ผ่าน O-Net แน่ๆ อาจไม่ยอมเรียนต่อ ออกกลางคัน กลายเป็นปัญหาสังคมต่อไป เพราะฉะนั้น ควรมีระบบช่วยเหลือด้านวิชาการให้นักเรียน โดยเฉพาะนักเรียนต่างจังหวัด นักเรียนที่ยากจนไม่มีเงินจะไปเข้าคอร์สติวได้

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2555

เด็กหาย ด.ช.รุ่งโรจน์ การันต์ อายุ 10 ปี


เด็กหายไปสิบกว่าวันแล้ว ด.ช.รุ่งโรจน์ การันต์ อายุ 10 ปี สูง 130 ซม.เสื้อสีน้ำเงินแขนสีแดง ลุงรับจากสระบุรีมาหาแม่ที่พัทยา แวะเล่นน้ำหาดจอมเทียน พัทยา เด็กหายไปตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย.2555  "แม่ยืนยันมาล่าสุดยังตามตัวไม่พบ" ช่วย ๆ กันนะ ต้องการข้อมูลยืนยันล่าสุด ให้โทรสอบถามตามเบอร์ได้โดยตรงตามภาพ คือเบอร์ 087-9310252 084-8785290


แต่ขอบางคนอย่าโทรไปแกล้งหรือป่วนเขานะ 
สงสารครอบครัวและเด็กคนนี้ ก็ช่วยๆ กัน ปล. รูปนี้ถ่ายจากการทำบัตรประชาชนที่เด็กอายุ 7 ขวบขึ้นไปทำบัตรประชาชนได้แล้วตั้งแต่ปี 2554

เครือข่ายผู้ปกครองชลชาย ONLINE